วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ข้อดี ข้อเสีย

อ่าาาา

เห็น ผองเพื่อน นำเรื่องราว ดีๆ มาโพส กันเยอะแยะ

กระผมเอง ที่ หา เรื่องราว ดีมีสาระ ไม่ค่อยเป็น อิอิอิ


ว่ากันเรื่อง ข้อดี/ข้อเสียกันเลยละกัน.....
........ข้อดี ส่วนมากก็พบกันในพวกวัยหนุ่มๆสาวๆ แข็งแรงเติบโตเต็มที่ทำอะไรก็กระฉับกระเฉงว่องไว.......
........ส่วนข้อเสีย มักพบพวกกลุ่มวัยชรา หรือพวกที่สังขารเริ่มแย่แล้ว น้ำหนักตัวเยอะ ก็จะเป็นอาการข้อเสื้อม ข้อเสีย..........


เย้ยยย !!!!!!!!!!!!!.......... ไม่ ใช่ !! ! ! ! !!!!

นั่นมัน ข้อกระดูก เง้อออออ........ ((( ตะหลึ่ง ตึ่ง โป๊ะ !! )))


อิอิอิ....


มาๆๆๆ จะกล่าวบทไป ....ถึงเรื่อง ข้อดี-ข้อเสีย ของการสอบถามแบบ ต่างๆ นะจ๊ะ แบบสั้นๆ ได้ใจความ หุหุ
((( ก็ จากการ ได้ ร่ำเรียนไป สืบเนื่องจากสัปดาห์ ก่อน ละกันนะ ......)))

๑. การใช้แบบสอบถาม

ข้อดีของแบบสอบถาม
- ประหยัดเวลา
- ง่าย สะดวก และรวดเร็ว
ข้อเสียของแบบสอบถาม
- การทำแบบสอบถามที่ได้ผลตามความต้องนั้นยาก
- มีข้อจำกัดในการได้ข้อมูลตามความต้องการ

๒. การสัมภาษณ์ (Interview)


ข้อดีของการสัมภาษณ์
- ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลที่มีคุณภาพ
เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ได้รับโดยการพูดคุยกัน
ซึ่งเกิดขึ้นจากการดำเนินงานจริงๆ ในระบบ
- นักวิเคราะห์ได้ความคิดเห็นและคำแนะนำในการออกแบบระบบ
ทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์มีส่วนร่วมในการออกแบบ ซึ่งทำให้ลดการต่อต้านระบบใหม่
ข้อเสียของการสัมภาษณ์
- เสียเวลามาก
- นักวิเคราะห์อาจคล้อยตามความคิดเห็นที่เป็นอคติ (Bias) ของผู้ถูกสัมภาษณ์

๓. การสังเกต (Observation)


ข้อดีของการสังเกต
- ข้อมูลที่ได้จากเหตุการณ์จริง ๆ (System-related tasks) ซึ่งเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้
- ข้อมูลที่ได้จากการเก็บข้อมูล จากการสังเกตโดย ไม่มีการเตรียมตัว
เหมือนการทำแบบสอบถาม หรือการสัมภาษณ์
- ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อมาก
เนื่องจากผู้สังเกตการณ์เป็นผู้เห็นเหตการณ์จริงๆ ด้วยตา
ข้อเสียของการสังเกต
- ไม่สะดวก กรณีที่กระบวนการเกิดขึ้นไม่บ่อยก็ต้องใช้เวลา
- กรณีที่บุคลากรรู้ว่ามีคนสังเกตการทำงานของเขา
เขาอาจจะไม่ได้ทำเหมือนปกติ ที่เคยทำ(ผักชี นั่นเอง หุหุหุ)
ทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง
- ต้องใช้คนที่มีเทคนิคความสามารถสูงในการสังเกต

..........

.....................

ก็ ประมาณ นี้ อะ นะจ๊ะ

เพื่อนๆ จะเห็นได้ว่า วิธีการ ต่างๆ มีทั้ง ข้อดี และ ข้อเสีย ใช่มะ
เพราะฉะนั้น ก็ต้อง ใช้ หลายๆ เทคนิค ร่วมๆกัน เพื่อ จะทำการค้นหาความต้องการ ปัญหา ต่างๆ ในการ วิเคราะห์ ระบบ ขององค์กร ต่างๆ เลยทีเดียวเชียวแหละ.............

นะจ๊ะ จุ๊ฟๆ ^3^

....................

เทคนิคการค้นหาความต้องการของผู้บริหารและผู้ใช้ ตอนจบ

2. ศึกษาวิธีการปฏิบัติงานในปัจจุบันว่ามีลักษณะอย่างไร งานที่จะต้องศึกษาประกอบด้วย
2.1 การรับข้อมูลเข้าสู่ระบบ ต้องศึกษาว่าข้อมูลที่ใช้ในระบบนั้น มาจากไหน เขียนหรือบันทึกลงในแบบฟอร์มหรือเอกสารอะไรบ้าง มีปริมาณมากน้อยแค่ไหน เมื่อใช้แล้วเก็บไว้หรือไม่ เก็บแบบใด มีการเดินทางออกไปสู่ที่ใดบ้าง
2.2 การประมวลผล ต้องศึกษาว่าเมื่อได้รับข้อมูลเข้ามาแล้ว ได้ดำเนินการอะไรกับข้อมูลนั้นบ้าง การคำนวณหรือการประมวลผลมีเงื่อนไขอย่างไร ดำเนินการเมื่อใด
2.3 การจัดทำผลลัพธ์ ต้องศึกษาว่าระบบจัดทำผลลัพธ์อะไรบ้าง เช่นหากจัดทำรายงาน เป็นผลลัพธ์ก็ต้องศึกษาว่าส่งรายงานนั้นให้กับใครบ้าง หรือนำผลลัพธ์นั้นไปเก็บที่ไหนบ้าง
2.4 การจัดทำแฟ้มข้อมูลและฐานข้อมูล ต้องศึกษาว่าระบบปัจจุบันจัดเก็บแฟ้มข้อมูลไว้กี่แบบ มีอะไรบ้าง เก็บไว้แบบใด มีวิธีค้นหาข้อมูลอย่างไร

เทคนิคการค้นหาความต้องการของผู้บริหารและผู้ใช้ ตอนแรก

1. รวบรวมข้อมูล ซึ่งมีวิธีการเก็บรวมรวมข้อมูลต่าง ๆ ได้ดังนี้

1.1 เอกสาร (Documentation) เอกสารที่มีอยู่ได้แก่ คู่มือการใช้งาน แผนผังสายงานขององค์กร รายงานต่าง ๆ ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ โดยประโยชน์ของการเอกสารก็คือ
• การค้นหารายละเอียดจากเอกสารนั้นจะได้ข้อมูลมากและง่ายต่อการรวบรวม
• การไหลของเอกสารภายในหน่วยงาน ทำให้เข้าใจขั้นตอนการทำงานของระบบโดยรวม และทราบถึงผู้ที่เกี่ยวข้องภายในระบบว่ามีใครบ้าง
• จากการรวบรวมเอกสาร ทำให้ทราบข้อมูลการปฏิบัติงานในระบบ ทราบถึงที่มาที่ไปของระบบ ทำให้การสื่อสารระหว่างผู้พัฒนากับผู้ใช้งานมีความเข้าใจตรงกัน




1.2 แบบสอบถาม (Questionnaires)
• แบบสอบถามสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้เป็นจำนวนมากและในพื้นที่กว้าง ประหยัดเวลาในการเดินทาง
• เป็นวิธีการเก็บข้อมูลทางอ้อม
• เหมาะกับองค์การที่มีพนักงานจำนวนมาก
• คำตอบที่ได้จากการรวบด้วยแบบสอบถาม สามารถนำมาวิเคราะห์โดยใช้คอมพิวเตอร์ได้ แต่ควรระวังคำถามที่มีการเอนเอียงหรือเป็นอคติดังนั้นจึงต้องออกแบบสอบถามที่ครอบคลุมถึงบุคคลหรือหน่วยงานที่ต้องการทราบข้อมูลด้วย
• ในการออกแบบสอบถามอาจมีการนำแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามก็เป็นได้ เพื่อให้แบบสอบถามมีคุณภาพที่มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
ชนิดของคำถามในแบบสอบถามมีอยู่ 2 ประเภทคือ
- 1. คำถามปลายเปิด
- 2. คำถามปลายปิด
คำถามปลายเปิด
® เป็นคำถามที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามมีอิสระในการตอบ
® การตั้งคำถามปลายเปิด ไม่ควรตั้งคำถามในลักษณะกว้างเกินไป
® คำถามปลายเปิดมีประโยชน์ คือ จะได้รับคำตอบในลักษณะความคิดเห็นที่มีความละเอียด เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติหรือข้อเสนอต่างๆ




คำถามปลายปิด
© เป็นคำถามที่กำหนดคำตอบให้ผู้ตอบเลือกตอบ
© คำถามประเภทนี้ควรมีรายการคำตอบต่างๆ หรือตัวเลือกที่มีความชัดเจน แยกแยะความแตกต่างได้ชัด
© คำถามปลายปิดสามารถนำมาหาค่าทางสถิติได้


1.3 การสัมภาษณ์ (Interview)

o เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถทำการเก็บข้อมูลได้อย่างละเอียด สามารถซักไซ้ในคำถามเพื่อให้เกิดความเข้าใจในปัญหา รวมถึงสภาพการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในหน่วยงาน
o การสัมภาษณ์จะสำเร็จลุล่วงได้ดี ถ้าหากมีการร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย
o ข้อเสียของการสัมภาษณ์ คือ จะมีอารมณ์หรืออคติเข้ามาเกี่ยวข้องในระหว่างการสัมภาษณ์ได้
o คำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์อาจเป็นประเภทเดียวกับแบบสอบถาม
หลักในการสัมภาษณ์
• มีการนัดหมายและเก็บข้อมูลเบื้องต้น รวมทั้งกฎระเบียบต่างๆของหน่วยงาน/องค์กรที่เข้าไปสัมภาษณ์
• แจ้งหัวเรื่องที่จะเข้าไปสัมภาษณ์ล่วงหน้า
• แนะนำโครงการที่ทำ ให้ทราบและชัดเจน
• ควรเริ่มทำการสัมภาษณ์กับบุคคลในระดับบริหารก่อน
• ควรสร้างบรรยากาศให้เกิดความเป็นกันเองมากที่สุด
• สนทนากันจนสามารถเกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
• ปิดเครื่องมือสื่อสารเสียก่อน
• คำถามที่ใช้ต้องชัดเจน ไม่อ้อมค้อม และต้องมีการเตรียมล่วงหน้าไว้ก่อน
• อย่าสัมภาษณ์วกไปวนมา
• หลีกเลี่ยงคำพูดในลักษณะการโต้แย้ง ควรเป็นการเสนอแนวทางหรือความคิดเห็นเป็นหลัก
• ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี และจับประเด็นสำคัญๆได้ดี เพื่อจะได้สรุปผลจากการสัมภาษณ์
• การอัดเทป ต้องพิจารณาก่อนถึงข้อดี/ข้อเสีย และแจ้งให้ทราบก่อน
1.4 การสังเกต (Observation)

- เป็นการเก็บข้อมูลทางตรงวิธีหนึ่ง ด้วยการเฝ้าสังเกตดูการปฏิบัติงานของบุคคลต่างๆในขณะที่ทำงานอยู่
- การสังเกตจะเป็นเพียงการศึกษาพฤติกรรมการทำงาน การใช้เวลา การเคลื่อนไหวในการทำงาน
- แบบฟอร์มสังเกตการณ์ ใช้ในการบันทึกข้อสังเกตต่างๆจากการเข้าไปสังเกตในหน่วยงาน จากนั้นนำมาวิเคราะห์ต่อไป

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

At The End of the Day

เนื่องจากดิฉันไม่สามารถแนวได้เฉกเช่นคุณกิ๊บ แต่นี่ก็เป็นบทความดีๆ ที่สอดคล้องกับชีวิต อย่างน้อยเมื่อเราอ่าน เราเกิดความคิด เราได้ข้อคิด เราจึงคิดว่าคนอื่นก็คงเช่นกัน

...Enjoy Reading...


---> คลิ๊กเพื่ออ่าน At The End of the Day โดย วินทร์ เลียววาริณ <---


คิดว่าคงได้มาแชร์ความเห็นร่วมกันนะ ว่า "At The End of the Day" ของคุณน่ะ คืออะไร?




แถมท้าย...การ์ตูนสั้นๆ

พ่อกำลังถามหนูน้อยว่า..."วันนี้เจ้าไปเรียนได้อะไรติดหัวกบาลมาบ้าง?"


เจ้าหนูตอบทันที..."ได้มาเยอะ (LOT) เลยล่ะพ่อ"
.

.
.
.
"แต่ผมลืมไปหมดแล้วอ่ะ"


แป่วววว...




คิกๆ เป็นเหมือนกันล่ะว่ะน้องเอ๋ย.......

SA ตอน..แบบสอบถาม

แบบสอบถาม...
กากบาทข้างหน้าข้อที่เข้ากับตัวคุณ :

....1.) คุณตั้งใจจะเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่เปิดเทอมแรกๆ แต่ก็ไม่ได้ทำ
....2.) คุณมาเรียนเพราะวิชานั้นเช็คชื่อมากกกว่าที่ตั้งใจมาเรียน
....3.) “ ยังไม่มีอารมณ์ ”เป็นเหตุผลหนึ่งเวลาที่คุณขี้เกียจทำการบ้าน
....4.) คุณหาบทความมาลง Blog วิชาSA เพียงเพื่อให้มีชื่อและงานส่งอาจารย์
....5.) คุณอ่านหนังสือเรียนเพื่อให้สอบได้คะแนนมากกว่าต้องการมีความรู้
....6.) คุณลืมบทเรียนเมื่อการสอบสิ้นสุดลง
....7.) คุณอยากเก่งภาษาแต่ยังไม่ได้เริ่มเรียนภาษา
....8.) คุณอยากมีงานดีทำอยากมีรายได้แต่คุณยังไม่รู้แม้แต่อาชีพที่อยากทำ
....9.) คุณรู้สึกว่าการเริ่มต้น จำเป็นต้องใช้โอกาส
..10.) และคุณรู้สึกว่าตัวเองไม่มีโอกาสที่จะเริ่มต้น



เฉลย : คุณคงเดาได้ว่า เครื่องหมายกากบาทยิ่งน้อย ก็แสดงว่า
กราฟความสำเร็จของคุณจะสูงกว่าคนอื่น

แต่ไม่มีข้อใดในรายการนี้ที่แก้ไขไม่ได้ หากคุณเริ่มต้นเปลี่ยนตัวเอง

อย่าลืมว่า การเริ่มในชีวิตไม่จำเป็นต้องทำเฉพาะเรื่องใหญ่ๆเสมอไป

คุณสามารถจะเริ่มต้นทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันได้เสมอ
หากคุณอนุญาตให้โอกาสตัวเอง...



Ps: โอกาสมักจะตกเป็นของคนที่ให้โอกาสตัวเองเสมอ



.....by Giftnia

(ปล.ที่ 2 เราเขียนทั้ง 10 ข้อจากตัวเอง...55+)
(ปล.ที่ 3 บทความนี้เลียนแบบงานเขียนของวินทร์ เลียววาริณ เรื่องแบบสอบถามชีวิต)

เทคนิคการเขียนแผนภาพกระแสข้อมูล.

ไปเจอมาค่ะ..ไม่แน่ใจว่ามีใครเคยโพสไว้ไหมอ่ะ
ลองดูแล้วกันนะเผื่อเป็นประโยชน์ค่ะ

เทคนิคการเขียนแผนภาพกระแสข้อมูล

•รวบรวมข้อมูลและทำความเข้าใจระบบงาน
•กำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของข้อมูล
•เขียนแผนภาพในระดับ Context Diagram
•หาก Context Diagram ยังให้ภาพรวมไม่ชัดเจน ให้ขยายแผนภาพออกเป็น Physical DFD
•แตกแผนภาพในระดับ Context Diagram ออกเป็น Logical DFDในระดับย่อย

ตั้งแต่ระดับ 0 ระดับ 1 ระดับ 2 และระดับ 3 ตามลำดับ
•ทิศทางการเขียนแผนภาพที่เหมาะสมคือจากบนลงล่างหรือจากซ้ายไปขวา
•หลีกเลี่ยงการเขียนเส้นทางการไหลของข้อมูลทับกัน
•แหล่งเก็บข้อมูลจะต้องเชื่อมต่อกับเส้นทางการไหลเข้า/ออก ของข้อมูล
•ให้เริ่มระบุตัวเลขตั้งแต่แผนภาพในระดับ 0 (เช่น 1.0) ระดับ 1 (เช่น 1.1) ระดับ 2 (เช่น 1.11) และระดับ 3 (เช่น 1.111)


ดูเพิ่มเติมได้ที่นนี่ค่ะ
http://www.dpu.ac.th/account/frontend/download.asp?id=27&courseId=10

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

สืบเนื่องจาก Context Diagram และ Data Flow Diagram

ครูขอทำความเข้าใจกับพวกเราเรื่องของ ลำดับขั้น หรือ การเรียกชื่อของ DFD และ Context Diagram นะคะ

ในชั้นเรียนนี้ให้เราเข้าใจตรงกันว่า Context Diagram คือ DFD level 0 แล้วจึงทำการแตก ออกเป็น DFD level 1 -> DFD level 2 -> DFD level 3 ต่อไป โดยที่ในชั้นเรียนของเราจะไม่ทำถึงขั้น level 4 นะจ้ะ แต่หากในการทำงานจริงจะต้องแตกออกไป ก็จะต้องทำจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการนะคะ

------- ต่อไป เป็น Part ของ Lecture เรื่อง แผนภาพการไหลข้อมูล (Data Flow Diagram) ---------
1. แผนภาพการไหลของข้อมูลระดับสูงสุด (Context Diagram)
การเขียนแผนภาพการไหลของข้อมูลเราจะเขียนเป็นระดับชั้น (Level) ซึ่งระดับแรกสุดจะเป็นภาพรวมของระบบงานทั้งหมด ยังไม่มีรายละเอียดของกิจกรรมการดำเนินงานต่างๆแผนภาพการไหลของข้อมูลระดับแรกและระดับสูงสุดนี้จะได้หมายเลขระดับชั้นเป็น 0 หรือเรียกว่า Data Flow Diagram Level 0 แต่ส่วนใหญ่จะนิยมเรียก DFD Level 0 นี้ว่า "Context Diagram"




Context Diagram ของระบบงานใดๆ จะแสดงเฉพาะชื่อระบบงาน แหล่งข้อมูลภายนอกและเส้นทางการไหลของข้อมูลทั้งหมด โดยยังไม่มีการแสดงรายละเอียดในระบบงานและไม่มีการแสดงแหล่งเก็บข้อมูล (Data Store) แต่ไม่ได้หมายความว่าระบบนี้ไม่มีการเก็บข้อมูล แต่การเก็บข้อมูลจะอยู่ภายในระบบหรือในโพรเซส ดังนั้นจึงไม่ปรากฏการเก็บข้อมูล (Data Store) อยู่ใน DFD ระดับนี้ แต่การเก็บข้อมูลจะปรากฏอยู่ใน DFD ระดับลึกลงไป หรืออยู่ในชั้นลูกหลาน ต่อ ๆ ไป

2. ความสัมพันธ์ระหว่าง Parent และ Child


เนื่องจาก Context Diagram เป็นเพียงการแสดงภาพรวมของระบบงานและแหล่งข้อมูลภายนอกเท่านั้น ยังไม่มีการแสดงรายละเอียดของกระบวนการทำงานหรือโพรเซสต่าง ๆ ซึ่งดังนั้นจึงต้องมีการแตก Context Diagram ออกเป็นระดับย่อย หรือระดับลูก ต่อไปอีกเพื่ออธิบายรายละเอียดของงานต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่า Parent / Child หรือ ความสัมพันธ์แบบ แม่ / ลูก โดยละดับของ DFD ที่แตกต่างจาก Context Diagram จะเป็น DFD Level 1 และขณะเดียวกัน ถ้ามีการแตกโพรเซสย่อยของ DFD Leve1 1 ต่อไปอีก DFD ที่ย่อยลงไปจะเป็น DFD Leve1 2 ……ดังแสดงในรูปตัวอย่าง


3. การกำหนดหมายเลขโพรเซส


การที่แผนภาพการไหลของข้อมูล (DFD) ประกอบไปด้วยระดับของข้อมูลต่าง ๆ ทำให้เกิดกระบวนการย่อย ๆ มากมาย การกำหนดหมายเลขของโพรเซสแต่ละโพรเซส หรือ ระบบย่อยแต่ละระบบอย่างมีระเบียบแผนที่แน่นอนจะเป็นการป้องกันความสับสนในการเขียนได้ อธิบายได้ดังรูปตัวอย่าง


4. กฏความสมดุล
เมื่อมีการแตกโพรเซสออกตามความสัมพันธ์แบบ แม่/ลูก จะมีกฎอีกข้อที่ควรทราบนั่นคือ ความสมดุล DFD ในระดับแม่จะต้องสมดุลกับ DFD ในระดับลูก ซึ่งหมายความว่าข้อมูลขาเข้ากับผลลัพธ์ในระดับลูกจะต้องเหมือนกันในระดับแม่ จำนวนกระแสที่วิ่งเข้าและออกจากโพรเซสแม่ จะต้องเท่ากันกับกระแสข้อมูลที่วิ่งเข้าในระดับลูก ความสมดุลนี้ไม่รวมข้อมูลที่วิ่งอยู่ภายใน DFD ระดับลูก และไม่รวมข้อมูลที่วิ่งเข้าไฟล์ หรือออกจากไฟล์ด้วย ทั้งนี้เพราะข้อมูลที่วิ่งเข้าอยู่ภายใน DFD หนึ่งๆ จะเป็นข้อมูลภายในของแผนภาพนั้นๆ ไม่เกี่ยวกับ DFD ในระดับแม่


5. การแตกลูกหลานมากน้อยแค่ไหนที่จำเป็น
เมื่อไรการแตกลูกหลานจะสิ้นสุด ปกติแล้วที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ ในการแตกลูกหลานคือ แตกลูกหลานไม่เพียงพอ ถ้าพบว่าโพรเซสบางอย่างไม่สามารถตั้งชื่อที่เหมาะสมได้ อาจจะต้องแยกย่อยลงไปอีก ถ้าโพรเซสที่เขียนแล้วมีข้อมูลวิ่งเข้ามาและข้อมูลวิ่งออกไปมากมายแสดงว่า เราควรจะแตกโพรเซสนั้นย่อยลงไปอีก ถ้าโพรเซสทำหน้าที่มากกว่าหนึ่งแสดงว่าควรจะแยกย่อยลงไปอีก ถ้าโพรเซสทำหน้าที่มากกว่าหนึ่งแสดงว่าควรจะแยกย่อยลงอีก
ถ้าไม่แน่ใจว่าการแตกแยกย่อยนั้นเพียงพอหรือไม่ก็ลองเขียนคำอธิบายโพรเซสนั้นๆ เป็นซูโดโตด (Pseudocode) หรือเขียนเป็นประโยคโครงสร้างให้ได้ภายในครึ่งหน้ากระดาษ หรือเขียนโปรแกรมโคบอลให้ได้ภายในครึ่งหน้ากระดาษ แสดงว่าการแตกแยกย่อยควรจะเพียงพอแล้ว
โดยทั่วไป DFD มักจะมีโพรเซสทั้งหมด 2 -7 โพรเซส โดยมีเลขที่กำกับไว้ด้วย แต่ละโพรเซสทำงานของตัวเองแยกจากกัน ปัญหาของการเขียนโพรเซสคือ ทำอย่างไรจึงจะ "แบ่ง" งานออกจากกันได้ การแบ่งจำนวนงานนั้นไม่มีคำตอบว่า "ถูกหรือผิด" ที่แน่นอนตายตัว แต่คำตอบหนึ่งอาจจะดีกว่าอีกคำตอบหนึ่งก็ได้ เราอาจจะแบ่งการทำงานใหม่ซึ่งจะทำให้ระบบนั้นดีขึ้นหรือเลวลง
การแบ่งจำนวนโพรเซสใน DFD ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว การแบ่งจำนวนนี้ขึ้นอยู่กับ "ความชำนาญหลังจากที่มีประสบการณ์มากพอสมควร" ถ้าเทียบกับการเขียนโปรแกรมก็เหมือนกับการแยกเขียนเป็นโปรแกรมย่อยนั่นเอง ซึ่งจะต้องอาศัยประสบการณ์ในการเขียนโปรแกรมมาช่วยมากทีเดียว ปัญหาของการแบ่งงานก็คือ ขอบเขตของงานนั่นเอง
การเขียนทิศทางกระแสของข้อมูลมีกฎว่า เขียนอย่างตรงไปตรงมา ตราบใดที่กระแสข้อมูลยังถูกต้อง แต่ถ้าจะให้ดีก็ต้องพยายามให้อินพุตไหลเข้ามาทางซ้ายมือด้านบนและผลลัพธ์ไหลออกมาทางล่างสุดของหน้ากระดาษ และให้เขียนโยงไปให้ถึงริมกระดาษ เพื่อจะได้สังเกตความสมดุลได้ง่าย สำหรับข้อมูลที่วิ่งระหว่างโพรเซส หรือวิ่งเข้าออกจากไฟล์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ใน DFD ระดับล่างนั้นจำเป็น เพราะว่าจะเป็นอินพุตของโพรเซสต่างๆ
การทำความเข้าใจ DFD ในระดับลูกแม่และลูกมีความสำคัญมากก่อนที่เราจะแตกลูกหลานต่อไปอีก ซึ่งก็จะให้หลักการอันเดียวกันกับที่กล่าวมาแล้วในตัวอย่างทั้งหมด ถ้าเข้าใจการแยกย่อยในระดับแม่ลงมาหาลูก และการทำความสมดุลกันก็จะสามารถเขียน DFD อันต่อไปได้ง่าย


--------------------------------------------


คาดว่า น่าจะ OK นะคะ อย่างไรก็ตามสามารถพูดคุยกันได้อีก