วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551

หลักการเขียนเอกสารอ้างอิง..

เห็นเพื่อนๆหลายคนมาถามเรื่องหลักการเขียนเอกสารอ้างอิงค่ะ

อันตัวเราก็ไม่แน่ใจเลยต้องหาข้อมูลดู

วันนี้เอามาแบ่งปันเจ้าค่ะ

มาดูหลักการเขียนเอกสารอ้างอิงกันที่นี่เน้อ..

ความสุขอยู่ที่ใด

ธรรมดา
ฉันไม่มีความสุข...

ฉันไม่ชอบงานที่ฉันทำ เพราะมันน่าเบื่อและไม่มีที่สิ้นสุด

ฉันไม่ชอบเจ้านาย เพราะเขาไม่เคยคิดหรือทำอะไรเองนอกจากชี้นิ้วสั่งกับดุด่าฉันเท่านั้น

ฉันไม่ชอบเช้าวันจันทร์ เพราะเป็นวันที่ฉันรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ตื่นขึ้นมาเผชิญโลกที่โหดร้าย แต่ละสัปดาห์ของการทำงานดูราวกับการคืบคลานไปท่ามกลางสนามรบ

ฉันไม่ชอบเช้าวันอังคาร เพราะเป็นวันที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งทำงานไปได้วันเดียวยังมีอีกหลายวันที่โหดร้ายรออยู่

ฉันไม่ชอบเช้าวันพุธ เพราะเป็นวันที่ฉันเริ่มตื่นขึ้นมาพร้อมกับความล้าและพบว่าเวลาเพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งทางเท่านั้น

ฉันไม่ชอบเช้าวันพฤหัสบดี เพราะเป็นวันที่ฉันเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดหลายวัน แต่ทุกอย่างก็ยังคงดำเนินต่อไป พรุ่งนี้ก็ยังต้องทำงาน

ฉันไม่ชอบเช้าวันศุกร์ เพราะฉันเหนื่อยจนแทบลุกจากเตียงไม่ไหวแล้วแต่ก็ยังต้องลุกไปทำงาน

ฉันไม่ชอบเช้าวันเสาร์ เพราะฉันอยากตื่นสายๆ แต่กลับมีเด็กบ้านใกล้ๆวิ่งเล่นเสียงดังจนต้องตื่นแต่เช้า

ฉันไม่ชอบเช้าวันอาทิตย์ เพราะฉันจะถูกปลุกแต่เช้าเช่นกันด้วยเสียงเครื่องดูดฝุ่นกับเสียงตัดต้นไม้ และเครื่องตัดหญ้าชองเพื่อนบ้าน

ฉันไม่ชอบวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะมันทำให้ร้านรวงในกรุงเทพฯปิด จะซื้อหาอะไรก็ยาก จะออกไปต่างจังหวัดคนก็มาก ฉันเคยเห็นรถติดบนยอดเขาห่างไกลในวันสิ้นปีมาแล้ว

ฉันไม่ชอบรถติด เพราะมันทำให้ฉันถึงที่ทำงานช้า

ฉันไม่ชอบรถเมล์ เพราะฉันต้องยืนเบียดกับคนแปลกหน้าและร้อนอบอ้าว

ฉันไม่ชอบบ้านเช่าที่ฉันอยู่ เพราะมันคับแคบแออัด เปิดหน้าต่างออกไปเห็นแต่ตึกบังท้องฟ้า

ฉันไม่ชอบบ้านเดิมที่ต่างจังหวัด เพราะมันห่างไกลมากและมีแต่ความกันดาร

ฉันไม่ชอบนิยายน้ำเน่า เพราะมันไม่เคยให้แง่คิดหรือช่วยพัฒนาจิตใจของเราให้ดีขึ้นเลย

ฉันไม่ชอบหน้าร้อน เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกอบอ้าวและหงุดหงิดทั้งวัน

ฉันไม่ชอบหน้าฝน เพราะมันทำให้ฉันเปียกแฉะ เดินทางลำบาก ตากผ้าก็ไม่แห้ง

ฉันไม่ชอบหน้าหนาว เพราะมันทำให้ฉันเป็นหวัดและไม่มีชีวิตชีวา

ฉันไม่ชอบมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนจบมา เพราะมันไม่ค่อยมีชื่อเสียง ทำให้ฉันหางานทำลำบาก

ฉันไม่ชอบคนรักของฉัน เพราะเขาเป็นคนขวานผ่าซาก ไม่โรแมนติก ไม่เอาอกเอาใจฉันเลย

ฉันไม่ชอบกรุงเทพ เพราะที่นี่มีแต่ความเบียดเสียด ทุกอย่างเร่งรีบและดิ้นรนผู้คนเห็นแก่ตัว

ฉันไม่มีความสุข... ........... ความสุขอยู่ที่ไหนกัน...

.......................................................................................................................

วันหนึ่งฉันยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ แม่ลูกคู่หนึ่งนั่งรอรถอยู่ใกล้ๆ ผ่านไปสักพักอยู่ๆลูกชายวัยซนของหญิงคนนั้นก็ชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้าและบอก กับแม่ “แม่หมาอยู่บนฟ้า”

“ไหนลูก” แม่ขมวดคิ้วแล้วโน้มตัวมองตามลูก “อ๋อ เมฆน่ะเหรอลูก ดูเป็นหมายังไงนะ”

“นี่ไงแม่ ตรงที่ยื่นๆออกมานี่เป็นหัวหมา นี่หูมัน มีขาหน้าด้วย”

“แล้วขาหลังล่ะลูกไม่เห็นมีเลย”

“มันกระโดดออกจากปุยนุ่น ขาหลังมันเลยจมในปุยนุ่น” เด็กชายว่า

ฉันหันไปมองเมฆก้อนนั้นตามด้วนความอยากรู้อยากเห็นแล้วก็ต้องขมวดคิ้วมัน เป็นแค่ก้อนเมฆสีขาวไร้รูปทรงธรรมดารูปหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้มีความเหมือนกับหมาตรงไหนเลย ฉันยักไหล่แล้วหันไปชะเง้อมองรถเมล์บนถนนตามเดิม เสียเวลาฟังเจ้าเด็กฟุ้งซ่านจริงๆ

“เหรอ...แต่แม่ว่ามันดูเหมือนกับยีราฟนะลูก เห็นมั้ย คอมันยาวเป็นยีราฟเลย หูชี้ด้วย”

“ไม่ใช่นะแม่ ยังเป็นหมาอยู่ หมาคอยาวๆโอ๊ยๆๆทำไมขามันหายไปแล้วล่ะ”

“ข้างบนลมคงพัดแรงน่ะลูก เมฆมันเป็นแค่ไอน้ำที่ลอยในอากาศและจับตัวกันเป็นก้อน พอลมพัดมันก็เปลี่ยนรูปร่างเหมือนกันตอนที่ลูกเป่าควันในชามก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ ไงจ๊ะ”

ฉันเงยหน้ามองก้อนเมฆไอน้ำสีขาวบนทั้งฟ้าอีกครั้ง ฉันมองอย่างไรก็เห็นเป็นเพียงแต่เมฆธรรมดาๆ ก้อนหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่แม่ลูกคู่นั้นเห็นเป็นสัตว์ต่างๆมากมาย ทำไมของสิ่งเดียวกันแต่คนสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆกันกลับมองไม่เหมือนกัน หรือว่ามาลูกคู่นี้เห็นในสิ่งที่ฉันไม่เห็น...
บนรถเมล์ที่ฉันโหนไปทำงาน เด็กนักเรียนสองคนใกล้ๆ กำลังพูดถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

“ทำไมแกรีบอ่านหนังสือคร่ำเคร่งนัก กว่าจะสอบก็ปีหน้าไม่ใช่เหรอ”

“ต้องรีบอ่านสิ อีกแค่ปีเดียวพวกเราต้องสอบแล้วนะ นี่อ่านแทบไม่ได้นอนมาหลายเดือนแล้ว” “เหรอ...” “แล้วแกล่ะ ทำไมจนป่านนี้ยังไม่อ่านหนังสือสักที”

“ไม่ต้องรีบหรอก อีกตั้งปีกว่าจะถึงวันสอบ”

ฉันมองตามหลังเด็กทั้งสองขณะที่พวกเขาเดินลงจากรถหน้าโรงเรียน นับว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคนสองคนที่มองสิ่งเดียวกันต่างออกไป คนหนึ่งมองอย่างเป็นทุกข์ อีกคนมองอย่างไม่ทุกข์ หรือว่าทุกสิ่งรอบตัวสามารถมองได้สองแบบจริงๆ แบบเดียวกับที่ฉันมองสองด้านของเหรียญหรือมองแก้วน้ำที่มีน้ำเหลืออยู่ครึ่ง แก้ว

แล้วที่ฉันไม่มีความสุขอยู่ทุกวันนี้เกิดจากการมองของฉันใช่หรือไม่...
เย็นวันนั้นฉันกลับบ้านมานั่งพักที่ระเบียง แมวดำตัวหนึ่งกำลังพยายามจะมาคุ้ยหาขยะในถุงดำที่มัดกองไว้หน้าบ้าน แต่แรกฉันทำท่าจะถอดรองเท้าขว้างใส่แบบที่เคยทำมา แต่พอคิดไปอีกทางว่าการเกิดเป็นแมวจรจัดไร้เจ้าของและที่ซุกหัวนอนนั้นก็แย่ พออยู่แล้ว ยังต้องมาคุ้ยขยะหาอาหารประทังชีวิตให้รอดแล้วยังถูกคนขับไล่อีกไปที่ไหนก็ มีแต่คนไม่ต้อนรับเอ็นดู

ฉันลองเปลี่ยนความคิดดู หันหลังเดินเข้าครัว หยิบไส้กรอกอีสานและแฮมในตู้เย็นออกมาอุ่นเล็กน้อย จากนั้นก็เปิดประตูบ้านออกไป แมวดำยังอยู่ที่กองขยะหน้าบ้าน แสงจากเสาไฟฟ้าที่ส่องสลัวลงมาถึงตัวของมันทำให้มองดูเหมือนกับว่ามันเป็น สิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก ฉันส่งเสียงเลียนแบบแมวดังเมี้ยวๆ จนมันหันมามอง

“กินซะนะ อยู่ด้วยกันมานานฉันเพิ่งจะมาใจดีวันนี้แหละ” แมวตัวนั้นค่อยๆเดินมาอย่างกล้าๆกลัวๆจนมาหยุดใกล้ๆฉันจึงวางไส้กรอกอีสาน กับหมูแฮมลงบนพื้น แมวจรจัดส่งเสียงร้องเหมียวๆขณะก้มลงดมอาหารมื้อพิเศษนั้น ในที่สุดมันก็กินอย่างเอร็ดอร่อยทีเดียว

ฉันยืนกอดอกมองภาพแมวที่กำลังกินอาหารที่ฉันหามาให้อย่างมีความสุข เพิ่งได้รู้กับตัวเองว่าการไล่แมวกับการให้อาหารแมวนั้นมันให้ความสุขทางใจ ที่แตกต่างกันมากกขนาดนี้เอง

ต่อจากนี้ไปฉันจะมีความสุข... .........................................................................................................
ฉันชอบงานที่ฉันทำ เพราะมันให้โอกาสฉันได้แสดงฝีมือทำงานเพื่อส่วนรวมและมีรายได้มาเลี้ยงตัว เอง งานทั้งหลายนั้นดูช่างท้าทายฉันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ฉันชอบเจ้านาย เพราะเขาให้โอกาสฉันคิดและตัดสินใจลงมือทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเองโดยพยายามตัด เตือนแนะนำเมื่อฉันทำงานผิดพลาด

ฉันชอบเช้าวันจันทร์ เพราะเป็นวันที่ฉันรู้สึกเหมือนทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งสัปดาห์นี้จะ ต้องดีกว่าสัปดาห์ที่แล้ว

ฉันชอบเช้าวันอังคาร เพราะเป็นวันที่ฉันเพิ่งทำงานไปได้วันเดียว ยังมีอีกหลายวันที่สนุกสนานรออยู่ เพื่อนที่ทำงานยังรอฉันอยู่

ฉันชอบเช้าวันพุธ เพราะเป็นวันที่ฉันเริ่มตื่นขึ้นมาพร้อมความล้าเล็กน้อยและพบว่าเวลาผ่านไป ครึ่งทางแล้ว ฉันจะรีบทำงานในเวลาที่เหลือให้ดีที่สุด อีกไม่นานฉันจะได้พักผ่อนวันหยุดแล้ว

ฉันชอบเช้าวันพฤหัสบดี เพราะเป็นวันที่ฉันเห็นความคืบหน้าของงานในสัปดาห์นี้มากมาย หากฉันไม่จัดการงานพวกนี้ บริษัทและทุกคนในบริษัทคงลำบากมากฉันรู้ว่าฉันมีส่วนร่วมในการผลักดันบริษัท ของฉัน

ฉันชอบเช้าวันศุกร์ เพราะฉันจะให้กำลังใจตัวเองว่านี่คือวันทำงานวันสุดท้ายแล้วฉันจะจัดการทุก สิ่งไม่ให้คั่งค้างเพื่อให้พรุ่งนี้และมะรืนนี้เป็นวันหยุดที่แสนสบาย

ฉันชอบเช้าวันเสาร์ เพราะฉันจะตื่นมาพร้อมกับเสียงหัวเราะของเด็กบ้านใกล้ๆที่กำลังวิ่งเล่นกัน อย่างสนุกสนาน ฟังดูสดชื่นมีชีวิตชีวา จากนั้นฉันจะเริ่มทำความสะอาดบ้านและมองดูบ้านที่สะอาดขึ้นทีละน้อยอย่าง ภูมิใจ

ฉันชอบเช้าวันอาทิตย์ เพราะฉันจะตื่อนแต่เช้าเช่นกันเพื่อเตรียมหุงหาอาหารใส่บาตรพระที่ผ่านมา หน้าหมู่บ้าน จากนั้นฉันจะไปซื้อของและกลับมาพักผ่อนที่บ้าน รอคอยสัปดาห์ใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น

ฉันชอบวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะมันทำให้ฉันมีเวลาส่วนตัวให้ตัวเองและครอบครัวมากขึ้น

ฉันชอบรถติด เพราะมันทำให้ฉันเพลิดเพลินกับการฟังเพลงวิทยุช่องโปรดและเหม่อมองสิ่งต่างๆรอบตัวนานขึ้น

ฉันชอบรถเมล์ เพราะฉันมองเห็นคนมากมายที่กำลังร่วมทางกันอยู่บนรถคันเดียวกัน แต่ละวันที่ได้พบกับผู้คนบนรถเมล์ฉันมักจะได้แง่คิดดีๆ จากการเงี่ยหูฟังพวกเขาคุยกันอยู่เสมอ

ฉันชอบบ้านเช่าที่ฉันอยู่ เพราะมันดูกะทัดรัดดูแลทำความสะอาดได้ง่าย มีเพื่อนบ้านมากมายคอยช่วยเป็นหูเป็นตาให้

ฉันชอบบ้านเดิมที่ต่างจังหวัด เพราะมันห่างไกลจากความวุ่นวายในเมืองหลวง และฉันมักจะกลับไปพักผ่อนเติมพลังอยู่เสมอเมื่อเหนื่อยล้าจากการใช้ชีวิตใน เมือง

ฉันชอบนิยายน้ำเน่า เพราะมันทำให้ฉันผ่อนคลายและได้ล่องลอยไปในโลกความฝันบ้างหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว

ฉันชอบหน้าร้อน เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกถึงชีวิตชีวารอบข้าง เสียงแมลงต่างพากันร้อง นกต่างพากันบินออกหากิน ดอกไม้เบ่งบาน

ฉันชอบหน้าฝน เพราะมันช่างดูอบอุ่นชุ่มเย็น การเฝ้ามองต้นไม้เขียวขจีต้องลมฝนจากใต้ชายคาบ้านฉันเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ

ฉันชอบหน้าหนาว เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกเย็นสบาย ได้หยิบเสื้อหนาวสวยๆในตู้ออกมาใส่จะเดินออกไปไหนมาไหนก็กระชุ่มกระชวย นอนหลับก็สบายไม่ต้องเปิดพัดลม

ฉันชอบมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนจบมา เพราะมันไม่ค่อยมีชื่อเสียง หากฉันทำงานของฉันจนประสบความสำเร็จฉันจะกลายเป็นบุคคลที่สร้างชื่อเสียงให้ กับมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยของฉันจะเป็นที่ยอมรับของทุกคน

ฉันชอบคนรักของฉัน เพราะเขาเป็นคนจริงใจพูดตรงไปตรงมา ไม่มีมารยา และทำให้ฉันเรียนรู้ที่จะเอาอกเอาใจเธอ

ฉันชอบกรุงเทพ เพราะที่นี่มีผู้คนมากมาย และมีบทเรียนใหม่ๆ ที่จะคอยสอนใจฉันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เหมือนกับที่มันเคยสอนฉันให้มองโลกอย่างมีความสุขมาแล้ว

ฉันมีความสุข...

การ์ตูน ขายหัวเราะ
ฉบับประจำวันพุธที่ 14-20 กุมภาพันธ์ 2550
ความสุขอยู่ในทุกหนแห่งและอยู่ที่ตัวฉันเอง...อยู่ที่ฉันจะตั้งใจมองหามันในทุกสิ่งรอบข้างเองหรือไม่เท่านั้น...

ข้อคิดดีๆ จากนักคิดระดับโลก

ช่วงนี้...เพื่อนคงไม่ค่อยได้เข้ามาในบล็อกซักเท่าไร เนื่องด้วยพวกเรามีภารกิจ นั่นก็คือ โปรเจค (สัมมนา)
วันนี้ก็เลยหาข้อความมาให้กำลังใจเพื่อนๆ รวมทั้งตัวเองด้วย จะได้มีแรงทำงานกันนะ เอ๊ะหรือว่าจะแย่กว่าเดิมน้า มาลองดูกัน...

"ที่เราไม่กล้าเสี่ยงทำการใด
หาใช่เป็นเพราะสิ่งเหล่านั้นยากเกินการไม่แต่หากจะกล่าวอย่างง่ายๆ คือ คงเป็นเพราะสิ่งเหล่านั้น
ทำให้เรารู้สึกยากลำบากจนไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงลงมือ"

.......... เซเนกา .........

"จงอย่าสูญเสียกำลังใจ
เพราะความพยายามอันล้มเหลว
แต่ละครั้งที่ผ่านไปนั้น
คืออีกขั้นที่เราได้ก้าวไปข้างหน้า"



.....ทอมัส แอลวา เอดิสัน.....

ในช่วงเวลาที่เรากำลังจะสิ้นใจ
"ขอให้เราอย่าได้ตัดสินจากปริมาณของสิ่งที่เราได้ทำ
แต่ขอให้เราวัดจากความรักซึ่งเราได้ทุ่มเท
ให้กับงานที่เราทำ"


.....แม่ชีเทเรซา.......

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เท่าไหร่????

เคยคิดบ้างหรือเปล่าว่า "มูลค่า" ของคอมพิวเตอร์ที่เราใช้อยู่ "ราคา" เท่าไหร่? (ไม่รวม H/W)
ถ้าเราจะซื้อหามาใช้แบบถูกลิขสิทธิ์ ไม่ผิดกฏหมายเลยเนี่ย ราคามันจะสักเท่าไหร่ คิดกันเล่น ๆ

* เริ่มจากก่อนอื่นเลยระบบปฏิบัติการอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คงไม่ถึงกับ Vista มั๊ง แค่ Windows XP Pro ก็พอ ราคาอยู่ที่Windows XP Professional SP2b English 1pk DSP OEI CD w/Thai LIP 6,180 .- ​บาท
* ลง Windows เรียบร้อยแล้ว ชุด Office ขอชุดเล็กละกันOffice Home and Student 2007 Win32 Thai CD 5,260 .- ​บาท
* เรียบร้อยแล้วเพื่อความมั่นใจติดโปรแกรมกำจัดไวรัสด้วย เอา Nod32 นะ คนใช้กันเยอะดีESET NOD32 Antivirus Business Edition 1 Year update 5-10 License 1,485 .- ​ บาท
* เพื่อน ๆ ชอบส่งไฟล์มาแบบ Zip ไฟล์ ต้องติด winzip ลงไปด้วยWinZip 11 Standard License ENG (100 - 199) 370 .- ​บาท
* มีกล้องถ่ายรูปนี่ ลืมโปรแกรมดูรูป จัดการรูป ได้ไง เอานี่ไปACDSee Pro 7500 .- ​บาท
* ได้รูปมาแล้ว ทำให้มันเจ๋ง อย่างงาม อย่างงาม นี่เลยโปรแกรมแต่งรูปที่เจ๋งสุด เท่าที่ฉันรู้จักPhotoshop CS3 10 WIN RET IE DV 1 User 30,000 .- ​บาท
* แต่งรูปเรียบร้อยแล้วจะส่งเป็นให้เพื่อนประมาณว่าอยากอวด เขียนลงแผ่นซีดีด้วยNero 8 Media Kit 1,000 .- ​บาท
* เลือกเอาอย่างถูกละกันแบ่งให้เพื่อนดูแล้ว แบ่งให้ชาวประชาดูด้วยเป็นไร ทำเว็ปโชว์ผลงาน เผยแพร่ผลงานด้วยนี่ สุดยอดแล้วDreamweaver CS3 9 IE WIN AOO 19,100 .- ​บาท
* ได้เว็ปแล้ว ไม่ได้ซิต้องแต่งให้มันกะดุ๊ก กะดิ๊กด้วย งั้นเจอนี่ อย่างเทพ ขอบอก Flash Pro CS3 9 IE WIN AOO 33,400 .- ​บาท
* เจ๋งเป้งเครื่องเราอย่างกับเครื่องเทพ อ้าวลืมไปเขตชอบส่ง ไฟล์ PDF มาให้แถมพวก จะประเมิน คศ.๓ เวลาพวกขายดันเป็น PDF แก้ไม่ได้ด้วยงั้นเจอนี่ อภิมหาอมตะเทพAcrobat 8 IE WIN AOO 13,400 .- ​บาท
* จะทำ คศ. ๓ ทั้งที ต้องมีเครื่องมือ ต้องมีนวัตกรรม ทำไงดี ทำไงดี?เอานี่ไปAuthorware 7 IE WIN AOO 126,900 .- ​บาท
* ไว้สร้าง CAICaptivate 3 IE WIN AOO 33,400 .- ​บาท เอาไว้สร้าง บทเรียนจะส่งผลงานแล้ว คศ.๓ ไม่ไกลเกินฝัน
* ร่วมด้วยช่วยกันด้วยสุดยอดโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลแห่งจักรวาลSPSS 13.0 for Windows 75,000 .- ​บาทวิเคราะห์ข้อมูลได้สุดยอด

ในที่สุดฝันเป็นจริง เสียที ๕๕๕๕๕๕๕ ลงทุนไปเท่าไหร่กับซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ ตอบได้มีรางวัล...ขอบคุณข้อมูล ราคา จากhttp://www.software.co.th
ปล. ยังไม่นับรวมเพลง ทั้งลูกทุ่ง สตริง สากล คิดประมาณ อัลบั้มละ 100 บาท ลองเอามานับดูครับ

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551

คุยกันหน่อย เรื่องงานเข้า ของ SA&SD

เนื่องจากมีความสับสน อลหม่าน (เขียนถูกเปล่า เนี่ย) เกี่ยวกับ งานที่เข้ามาเมื่อวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม ในห้องเรียน SA&SD ครูเลยขอทำความเข้าใจดังนี้นะจ้ะ

ให้นักศึกษาเขียนเล่าเรื่องราว ความคิด ความรู้สึก เกี่ยวกับสามเรื่องต่อไปนี้ โดยเขียนในสามมุมมอง คือ มุมมองกับตัวเอง มุมมองกับเพื่อน และมุมมองกับ class SA&SD (ไม่ใช่แค่อาจารย์นะจ้า ไม่ต้องอวยกันมากกกก ... มุมมองกับ Class คือ รูปแบบการเรียนรู้ การสอน เนื้อหา ระยะเวลา คือ ภาพรวมของ Class นี้นะจ้ะ)

สามเรื่องที่ว่าคือ

1. Impression ความประทับใจ (อะไรที่โดน อะไรที่เราประทับใจ ณ ตั้งแต่วันแรกที่เราได้เจอกัน ตั้งแต่วันที่มี Class SA&SD)

2. Good practice- อะไรที่คิดว่าตัวเรา พวกเราทำดีแล้ว... และน่าจะทำมันต่อไป...

3. Improvement- อะไรที่อยากให้มีการปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไข หรือ เลิกทำ


งานที่เข้าอีกอันคือ คำถามที่ให้เขียนเช่นเดียวกัน คือ

1. เราอยากได้หรืออยากเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมอีก (ให้เขียนที่เราอยากรู้และอาจจะสามารถทำได้ ในเวลาที่เหลือของ Class-จะพยายามทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้)

2. อะไรคือคำถามในชีวิตของฉัน (แค่หนึ่งหรือสองหรือสามก็พอคะ ไม่ต้องเขียนมาประมาณ หนึ่งรีม กระดาษ A4 นะคะ (ส่วนเรื่องของคำตอบ ยังไม่ต้องตอบตอนนี้นะจ้ะ)

หวังว่าคงมีประกายใสปิ๊งๆ ในการเขียนเล่าเรื่องราวนะจ้ะ

ขอให้กำลังใจทุกทุกคนค้า

เอามาฝากอีกนิด....

ความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษย์และการเรียนรู้ว่า

1) มนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้ได้ สามารถพ้นทุกข์ได้ โดยเฉพาะผ่านการภาวนา การกระทำในใจอย่างใคร่ครวญ และการมีกัลยาณมิตร

2) มนุษย์สามารถพ้นทุกข์ร่วมกันได้ หากเข้าใจถึงธรรมชาติคือความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งและสรรพชีวิต

3) มนุษย์ทุกคนอยากเป็นคนดี อยากเป็นที่รัก อยากมีความสุข*

4) หากเลือกได้ มนุษย์ทุกคนเลือกสิ่งที่ตนคิดว่าดีที่สุดสำหรับตนเองเสมอ ทุกครั้ง ไม่มีเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่เราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดอันดับที่สอง ดังนั้นจึงต้องเคารพให้เกียรติกับการตัดสินใจของแต่ละคนและทุกคน เราได้แต่ให้โอกาส แล้ววางใจกับผล ประสบการณ์ และการเรียนรู้ ที่เขาจะได้รับจากการตัดสินใจนั้นของเขา

5) และ ที่มนุษย์เชื่อกันว่ามี "ตัวเรา" จริงๆ นั้น ไม่มีจริง**

* แม้ว่าจะเป็นต้นเหตุของความทุกข์ของตนเองและโลกก็ตาม

** อันอ้างอิงได้จากทั้งศาสนา และวิทยาศาสตร์ใหม่ เช่น หลวงปู่ดุลย์ อตุโล "ที่เขาเห็นนั้นจริง แต่สิ่งที่เขาเห็นนั้นไม่จริง" หรือความจริงทางควอนตัมที่ว่า ๑) สรรพสิ่งไม่มีจริง ถ้าเราไม่ไปสังเกต (There is no reality in the absence of observation.) ๒) การสังเกตของมนุษย์สร้างความจริงที่รู้จักขึ้นมา (Obseravation created worldly reality.) ๘) โลกและจักรวาลมีแต่ความอาจที่จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ และความจริงอย่างโน้นอย่างนี้ (Heisenberg’s potentialities) ไฮเซ็นเบิร์กอธิบายว่า ทุกสิ่งในโลกที่เรารับรู้ว่าเป็นจริงเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เป็นจริง แต่โลกที่อยู่เบื้องหลังไม่จริง (Only phenomena are real; the world beneath phenomena is not real.)

เอาละนะจ้ะ ..... แล้วจะรออ่านเรื่องราวของพวกเราทุกคน

ด้วยความปรารถนาดีคะ

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551

มาเตรียมความพร้อมในการอภิปรายกันดีกว่า.....

ก่อนที่พวกเราจะเริ่มอภิปรายกันในวันที่ 6 กันยายน พวกเราก็ควรจะรู้ความหมายของคำว่าอภิปรายกันก่อนนะ จะได้เตรียมตัวได้ถูกไง มาเริ่มกันเลย……

การอภิปราย คืออะไร ??
การอภิปรายเป็นการพูดซึ่งมีลักษณะคล้ายการสนทนา แต่การอภิปรายแตกต่างกับการสนทนาในลักษณะสำคัญ คือ การอภิปรายมีความมุ่งหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแน่นอน เช่น การตัดสินใจหรือการแก้ปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ส่วนการสนทนาโดยทั่วไปไม่ได้กำหนดเรื่องที่จะสนทนาไว้ก่อน และอาจเปลี่ยนเรื่องไปได้ต่างๆ ตามแต่เหตุการณ์

การอภิปรายแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. การอภิปรายแบบธรรมดา
2. การอภิปรายเป็นคณะ

แล้วจะอภิปรายกันไปทำไม เพื่ออะไร...??

1.เพื่อฝึกทักษะในการใช้ภาษาทั้ง 4 ประการ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน พร้อมๆ กันไป
2.ฝึกทักษะการคิดเพิ่มเติมด้วย
3.ฝึกการเป็นผู้ค้นคว้า หาความรู้หรือข้อมูลที่จะใช้ในการอภิปรายมาก่อน แล้วกลั่นกรองข้อมูลนั้น หรือเรียบเรียงไว้เพื่อใช้ในการอภิปราย

ผู้ร่วมอภิปรายควรปฏิบัติดังนี้
1. เตรียมตัวที่จะพูดตามหัวข้ออภิปรายไว้ล่วงหน้า โดยศึกษาหาข้อมูลและเตรียมข้อคิดเห็นในเรื่องที่จะอภิปรายไว้ให้พอเพียง
2. พยายามพูดให้อยู่ภายในหัวข้อของการอภิปราย
3. พยายามฟังและติดตามคำอภิปรายของผู้ร่วมอภิปราย
4. พยามพูดให้รวบรัดแต่ได้ใจความสมบูรณ์
5. ต้องไม่ขัดจังหวะหรือท้วงติงผู้ที่กำลังอภิปราย
6. ถึงแม้จะมีความเห็นแย้งกับผู้อื่น ก็ยินดีรับฟัง และยอมรับสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของผู้อื่น
7. แสดงความสนใจในการอภิปราย
8. พูดให้ผู้ฟังได้ยินทั่วถึง

หลักเกณฑ์สรุปการอภิปราย

ผู้ดำเนินการอภิปรายทำหน้าที่สรุปในตอนท้ายของการอภิปราย การสรุปการอภิปรายควรปฏิบัติดังนี้
1. กล่าวถึงจุดประสงค์ในการอภิปราย
2. กล่าวถึงประเด็นสำคัญที่มีผู้อภิปราย
3. กล่าวถึงผลของการอภิปราย
4. สรุปจากข้อเท็จจริงและความคิดเห็นของผู้อภิปรายทุกคน ไม่สรุปตามความคิดเห็นของตน

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2551

DBMS คืออะไรน้า ......???

หลังจากที่เมื่อวาน เราโพสหัวข้อที่อาจารย์สอนในห้องไปแล้ว วันนี้เราก็จะมาขยายความต่อในหัวข้อของ DBMS ว่ามันคืออะไรกันน้า......??
เริ่มกันเลย.........
อาจารย์จง : “DBMS คืออะไร ...........??”
พวกเรา : “มัน คือ ระบบการจัดการฐานข้อมูล”
อาจารย์จง : “อืม... ถูกส่วนหนึ่ง แต่ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อย”
พวกเรา : งง ??????..........
อาจารย์จง : “ พวกเราแปลตรงตัวเกินไป งั้นเอาอย่างนี้ดูนะ”

DB คือ Database หมายถึง ฐานข้อมูล
M คือ Management หมายถึง การจัดการ
S คือ System หมายถึง ระบบ

เพราะฉะนั้นพวกเราก็เลยแปลว่า ระบบการจัดการฐานข้อมูล ใช่มั้ย แล้วมันคืออะไรกันแน่ล่ะ ยกตัวอย่าง การจัดการขยะ คืออะไร ก็คือการกระทำอะไรบ้างอย่างกับขยะใช่มั้ย ... แล้วเราทำอะไรกับขยะได้บ้าง....???
พวกเรา : เริ่มแรกก็แยกขยะ แล้วก็ถ้าอันไหนนำไปรีไซเคิลได้ ก็แยกไว้
อาจารย์จง : เพราะฉะนั้น การจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS ก็คือ การกระทำอะไรบางอย่าง กับฐานข้อมูล something แล้วกระทำอะไรกับฐานข้อมูลล่ะ โปรแกรม DBMS มีอะไรบ้าง ...??
พวกเรา : MS. Access
อาจารย์จง : MS. Access ใช้ทำอะไรได้บ้าง ....??
พวกเรา : ใช้สร้างฐานข้อมูล สร้างตารางข้อมูล สร้างรายงาน สร้างแบบฟอร์ม สร้างคิวรี่

นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่พวกเราเรียนกันในห้องเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แล้วเพื่อนๆ อ่านแล้ว งง มั้ย แล้วเข้าใจหรือยังว่า DBMS คืออะไร สามารถตอบอย่างที่ไม่แปลตรงอย่างที่เล่าให้ฟังได้หรือเปล่า อธิบายได้มั้ย .... ถ้าอ่านข้างบนแล้วยังไม่รู้คำตอบเราก็มีบางสิ่งมาให้อ่าน ซึ่งมีผู้เขียนไว้ ดังนี้แล...

(DBMS) เป็นกลุ่มโปรแกรมที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในระบบติดต่อระหว่างผู้ใช้กับ ฐานข้อมูล เพื่อจัดการและควบคุมความถูกต้อง ความซ้ำซ้อน และความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่างๆ ภายในฐานข้อมูล

*** ที่เราเขียนมาทั้งหมดก็ เพื่อที่จะเล่าให้เพื่อนๆ บางคนที่ไม่เข้าได้รู้ว่าพวกเราเรียนอะไรไปบ้างแล้ว และก็ให้เพื่อนๆ ที่เข้าเรียนไปทบทวนว่าอาจารย์ได้สอนอะไรเราบ้างในวันนั้น เราจำได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเพื่อนอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ข้าน้อยก็ขออภัยด้วย ข้าน้อยน้อยก็พยายามจับประเด็นที่อาจารย์พูดแต่ได้เท่านี้ เพื่อนๆ ต้องช่วยกันแล้วล่ะ อย่าปล่อยให้สิ่งที่อาจารย์พูดในห้องมันผ่านเลยไป .... ถ้าเพื่อนๆ สนใจเรื่อง DBMS ก็ลองเข้าไปดูตามลิงค์นี้เลยนะhttp://cptd.chandra.ac.th/selfstud/Database/dbms.htm

**เข้ามาติชมกันได้นะจ๊ะ**
สำนักข่าว SA/SD รายงาน