วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551
หลักการเขียนเอกสารอ้างอิง..
อันตัวเราก็ไม่แน่ใจเลยต้องหาข้อมูลดู
วันนี้เอามาแบ่งปันเจ้าค่ะ
มาดูหลักการเขียนเอกสารอ้างอิงกันที่นี่เน้อ..
ความสุขอยู่ที่ใด
ฉันไม่มีความสุข...
ฉันไม่ชอบงานที่ฉันทำ เพราะมันน่าเบื่อและไม่มีที่สิ้นสุด
ฉันไม่ชอบเจ้านาย เพราะเขาไม่เคยคิดหรือทำอะไรเองนอกจากชี้นิ้วสั่งกับดุด่าฉันเท่านั้น
ฉันไม่ชอบเช้าวันจันทร์ เพราะเป็นวันที่ฉันรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ตื่นขึ้นมาเผชิญโลกที่โหดร้าย แต่ละสัปดาห์ของการทำงานดูราวกับการคืบคลานไปท่ามกลางสนามรบ
ฉันไม่ชอบเช้าวันอังคาร เพราะเป็นวันที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งทำงานไปได้วันเดียวยังมีอีกหลายวันที่โหดร้ายรออยู่
ฉันไม่ชอบเช้าวันพุธ เพราะเป็นวันที่ฉันเริ่มตื่นขึ้นมาพร้อมกับความล้าและพบว่าเวลาเพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งทางเท่านั้น
ฉันไม่ชอบเช้าวันพฤหัสบดี เพราะเป็นวันที่ฉันเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดหลายวัน แต่ทุกอย่างก็ยังคงดำเนินต่อไป พรุ่งนี้ก็ยังต้องทำงาน
ฉันไม่ชอบเช้าวันศุกร์ เพราะฉันเหนื่อยจนแทบลุกจากเตียงไม่ไหวแล้วแต่ก็ยังต้องลุกไปทำงาน
ฉันไม่ชอบเช้าวันเสาร์ เพราะฉันอยากตื่นสายๆ แต่กลับมีเด็กบ้านใกล้ๆวิ่งเล่นเสียงดังจนต้องตื่นแต่เช้า
ฉันไม่ชอบเช้าวันอาทิตย์ เพราะฉันจะถูกปลุกแต่เช้าเช่นกันด้วยเสียงเครื่องดูดฝุ่นกับเสียงตัดต้นไม้ และเครื่องตัดหญ้าชองเพื่อนบ้าน
ฉันไม่ชอบวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะมันทำให้ร้านรวงในกรุงเทพฯปิด จะซื้อหาอะไรก็ยาก จะออกไปต่างจังหวัดคนก็มาก ฉันเคยเห็นรถติดบนยอดเขาห่างไกลในวันสิ้นปีมาแล้ว
ฉันไม่ชอบรถติด เพราะมันทำให้ฉันถึงที่ทำงานช้า
ฉันไม่ชอบรถเมล์ เพราะฉันต้องยืนเบียดกับคนแปลกหน้าและร้อนอบอ้าว
ฉันไม่ชอบบ้านเช่าที่ฉันอยู่ เพราะมันคับแคบแออัด เปิดหน้าต่างออกไปเห็นแต่ตึกบังท้องฟ้า
ฉันไม่ชอบบ้านเดิมที่ต่างจังหวัด เพราะมันห่างไกลมากและมีแต่ความกันดาร
ฉันไม่ชอบนิยายน้ำเน่า เพราะมันไม่เคยให้แง่คิดหรือช่วยพัฒนาจิตใจของเราให้ดีขึ้นเลย
ฉันไม่ชอบหน้าร้อน เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกอบอ้าวและหงุดหงิดทั้งวัน
ฉันไม่ชอบหน้าฝน เพราะมันทำให้ฉันเปียกแฉะ เดินทางลำบาก ตากผ้าก็ไม่แห้ง
ฉันไม่ชอบหน้าหนาว เพราะมันทำให้ฉันเป็นหวัดและไม่มีชีวิตชีวา
ฉันไม่ชอบมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนจบมา เพราะมันไม่ค่อยมีชื่อเสียง ทำให้ฉันหางานทำลำบาก
ฉันไม่ชอบคนรักของฉัน เพราะเขาเป็นคนขวานผ่าซาก ไม่โรแมนติก ไม่เอาอกเอาใจฉันเลย
ฉันไม่ชอบกรุงเทพ เพราะที่นี่มีแต่ความเบียดเสียด ทุกอย่างเร่งรีบและดิ้นรนผู้คนเห็นแก่ตัว
ฉันไม่มีความสุข... ........... ความสุขอยู่ที่ไหนกัน...
.......................................................................................................................
วันหนึ่งฉันยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ แม่ลูกคู่หนึ่งนั่งรอรถอยู่ใกล้ๆ ผ่านไปสักพักอยู่ๆลูกชายวัยซนของหญิงคนนั้นก็ชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้าและบอก กับแม่ “แม่หมาอยู่บนฟ้า”
“ไหนลูก” แม่ขมวดคิ้วแล้วโน้มตัวมองตามลูก “อ๋อ เมฆน่ะเหรอลูก ดูเป็นหมายังไงนะ”
“นี่ไงแม่ ตรงที่ยื่นๆออกมานี่เป็นหัวหมา นี่หูมัน มีขาหน้าด้วย”
“แล้วขาหลังล่ะลูกไม่เห็นมีเลย”
“มันกระโดดออกจากปุยนุ่น ขาหลังมันเลยจมในปุยนุ่น” เด็กชายว่า
ฉันหันไปมองเมฆก้อนนั้นตามด้วนความอยากรู้อยากเห็นแล้วก็ต้องขมวดคิ้วมัน เป็นแค่ก้อนเมฆสีขาวไร้รูปทรงธรรมดารูปหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้มีความเหมือนกับหมาตรงไหนเลย ฉันยักไหล่แล้วหันไปชะเง้อมองรถเมล์บนถนนตามเดิม เสียเวลาฟังเจ้าเด็กฟุ้งซ่านจริงๆ
“เหรอ...แต่แม่ว่ามันดูเหมือนกับยีราฟนะลูก เห็นมั้ย คอมันยาวเป็นยีราฟเลย หูชี้ด้วย”
“ไม่ใช่นะแม่ ยังเป็นหมาอยู่ หมาคอยาวๆโอ๊ยๆๆทำไมขามันหายไปแล้วล่ะ”
“ข้างบนลมคงพัดแรงน่ะลูก เมฆมันเป็นแค่ไอน้ำที่ลอยในอากาศและจับตัวกันเป็นก้อน พอลมพัดมันก็เปลี่ยนรูปร่างเหมือนกันตอนที่ลูกเป่าควันในชามก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ ไงจ๊ะ”
ฉันเงยหน้ามองก้อนเมฆไอน้ำสีขาวบนทั้งฟ้าอีกครั้ง ฉันมองอย่างไรก็เห็นเป็นเพียงแต่เมฆธรรมดาๆ ก้อนหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่แม่ลูกคู่นั้นเห็นเป็นสัตว์ต่างๆมากมาย ทำไมของสิ่งเดียวกันแต่คนสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆกันกลับมองไม่เหมือนกัน หรือว่ามาลูกคู่นี้เห็นในสิ่งที่ฉันไม่เห็น...
บนรถเมล์ที่ฉันโหนไปทำงาน เด็กนักเรียนสองคนใกล้ๆ กำลังพูดถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
“ทำไมแกรีบอ่านหนังสือคร่ำเคร่งนัก กว่าจะสอบก็ปีหน้าไม่ใช่เหรอ”
“ต้องรีบอ่านสิ อีกแค่ปีเดียวพวกเราต้องสอบแล้วนะ นี่อ่านแทบไม่ได้นอนมาหลายเดือนแล้ว” “เหรอ...” “แล้วแกล่ะ ทำไมจนป่านนี้ยังไม่อ่านหนังสือสักที”
“ไม่ต้องรีบหรอก อีกตั้งปีกว่าจะถึงวันสอบ”
ฉันมองตามหลังเด็กทั้งสองขณะที่พวกเขาเดินลงจากรถหน้าโรงเรียน นับว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคนสองคนที่มองสิ่งเดียวกันต่างออกไป คนหนึ่งมองอย่างเป็นทุกข์ อีกคนมองอย่างไม่ทุกข์ หรือว่าทุกสิ่งรอบตัวสามารถมองได้สองแบบจริงๆ แบบเดียวกับที่ฉันมองสองด้านของเหรียญหรือมองแก้วน้ำที่มีน้ำเหลืออยู่ครึ่ง แก้ว
แล้วที่ฉันไม่มีความสุขอยู่ทุกวันนี้เกิดจากการมองของฉันใช่หรือไม่...
เย็นวันนั้นฉันกลับบ้านมานั่งพักที่ระเบียง แมวดำตัวหนึ่งกำลังพยายามจะมาคุ้ยหาขยะในถุงดำที่มัดกองไว้หน้าบ้าน แต่แรกฉันทำท่าจะถอดรองเท้าขว้างใส่แบบที่เคยทำมา แต่พอคิดไปอีกทางว่าการเกิดเป็นแมวจรจัดไร้เจ้าของและที่ซุกหัวนอนนั้นก็แย่ พออยู่แล้ว ยังต้องมาคุ้ยขยะหาอาหารประทังชีวิตให้รอดแล้วยังถูกคนขับไล่อีกไปที่ไหนก็ มีแต่คนไม่ต้อนรับเอ็นดู
ฉันลองเปลี่ยนความคิดดู หันหลังเดินเข้าครัว หยิบไส้กรอกอีสานและแฮมในตู้เย็นออกมาอุ่นเล็กน้อย จากนั้นก็เปิดประตูบ้านออกไป แมวดำยังอยู่ที่กองขยะหน้าบ้าน แสงจากเสาไฟฟ้าที่ส่องสลัวลงมาถึงตัวของมันทำให้มองดูเหมือนกับว่ามันเป็น สิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก ฉันส่งเสียงเลียนแบบแมวดังเมี้ยวๆ จนมันหันมามอง
“กินซะนะ อยู่ด้วยกันมานานฉันเพิ่งจะมาใจดีวันนี้แหละ” แมวตัวนั้นค่อยๆเดินมาอย่างกล้าๆกลัวๆจนมาหยุดใกล้ๆฉันจึงวางไส้กรอกอีสาน กับหมูแฮมลงบนพื้น แมวจรจัดส่งเสียงร้องเหมียวๆขณะก้มลงดมอาหารมื้อพิเศษนั้น ในที่สุดมันก็กินอย่างเอร็ดอร่อยทีเดียว
ฉันยืนกอดอกมองภาพแมวที่กำลังกินอาหารที่ฉันหามาให้อย่างมีความสุข เพิ่งได้รู้กับตัวเองว่าการไล่แมวกับการให้อาหารแมวนั้นมันให้ความสุขทางใจ ที่แตกต่างกันมากกขนาดนี้เอง
ต่อจากนี้ไปฉันจะมีความสุข... .........................................................................................................
ฉันชอบงานที่ฉันทำ เพราะมันให้โอกาสฉันได้แสดงฝีมือทำงานเพื่อส่วนรวมและมีรายได้มาเลี้ยงตัว เอง งานทั้งหลายนั้นดูช่างท้าทายฉันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ฉันชอบเจ้านาย เพราะเขาให้โอกาสฉันคิดและตัดสินใจลงมือทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเองโดยพยายามตัด เตือนแนะนำเมื่อฉันทำงานผิดพลาด
ฉันชอบเช้าวันจันทร์ เพราะเป็นวันที่ฉันรู้สึกเหมือนทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งสัปดาห์นี้จะ ต้องดีกว่าสัปดาห์ที่แล้ว
ฉันชอบเช้าวันอังคาร เพราะเป็นวันที่ฉันเพิ่งทำงานไปได้วันเดียว ยังมีอีกหลายวันที่สนุกสนานรออยู่ เพื่อนที่ทำงานยังรอฉันอยู่
ฉันชอบเช้าวันพุธ เพราะเป็นวันที่ฉันเริ่มตื่นขึ้นมาพร้อมความล้าเล็กน้อยและพบว่าเวลาผ่านไป ครึ่งทางแล้ว ฉันจะรีบทำงานในเวลาที่เหลือให้ดีที่สุด อีกไม่นานฉันจะได้พักผ่อนวันหยุดแล้ว
ฉันชอบเช้าวันพฤหัสบดี เพราะเป็นวันที่ฉันเห็นความคืบหน้าของงานในสัปดาห์นี้มากมาย หากฉันไม่จัดการงานพวกนี้ บริษัทและทุกคนในบริษัทคงลำบากมากฉันรู้ว่าฉันมีส่วนร่วมในการผลักดันบริษัท ของฉัน
ฉันชอบเช้าวันศุกร์ เพราะฉันจะให้กำลังใจตัวเองว่านี่คือวันทำงานวันสุดท้ายแล้วฉันจะจัดการทุก สิ่งไม่ให้คั่งค้างเพื่อให้พรุ่งนี้และมะรืนนี้เป็นวันหยุดที่แสนสบาย
ฉันชอบเช้าวันเสาร์ เพราะฉันจะตื่นมาพร้อมกับเสียงหัวเราะของเด็กบ้านใกล้ๆที่กำลังวิ่งเล่นกัน อย่างสนุกสนาน ฟังดูสดชื่นมีชีวิตชีวา จากนั้นฉันจะเริ่มทำความสะอาดบ้านและมองดูบ้านที่สะอาดขึ้นทีละน้อยอย่าง ภูมิใจ
ฉันชอบเช้าวันอาทิตย์ เพราะฉันจะตื่อนแต่เช้าเช่นกันเพื่อเตรียมหุงหาอาหารใส่บาตรพระที่ผ่านมา หน้าหมู่บ้าน จากนั้นฉันจะไปซื้อของและกลับมาพักผ่อนที่บ้าน รอคอยสัปดาห์ใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น
ฉันชอบวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะมันทำให้ฉันมีเวลาส่วนตัวให้ตัวเองและครอบครัวมากขึ้น
ฉันชอบรถติด เพราะมันทำให้ฉันเพลิดเพลินกับการฟังเพลงวิทยุช่องโปรดและเหม่อมองสิ่งต่างๆรอบตัวนานขึ้น
ฉันชอบรถเมล์ เพราะฉันมองเห็นคนมากมายที่กำลังร่วมทางกันอยู่บนรถคันเดียวกัน แต่ละวันที่ได้พบกับผู้คนบนรถเมล์ฉันมักจะได้แง่คิดดีๆ จากการเงี่ยหูฟังพวกเขาคุยกันอยู่เสมอ
ฉันชอบบ้านเช่าที่ฉันอยู่ เพราะมันดูกะทัดรัดดูแลทำความสะอาดได้ง่าย มีเพื่อนบ้านมากมายคอยช่วยเป็นหูเป็นตาให้
ฉันชอบบ้านเดิมที่ต่างจังหวัด เพราะมันห่างไกลจากความวุ่นวายในเมืองหลวง และฉันมักจะกลับไปพักผ่อนเติมพลังอยู่เสมอเมื่อเหนื่อยล้าจากการใช้ชีวิตใน เมือง
ฉันชอบนิยายน้ำเน่า เพราะมันทำให้ฉันผ่อนคลายและได้ล่องลอยไปในโลกความฝันบ้างหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
ฉันชอบหน้าร้อน เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกถึงชีวิตชีวารอบข้าง เสียงแมลงต่างพากันร้อง นกต่างพากันบินออกหากิน ดอกไม้เบ่งบาน
ฉันชอบหน้าฝน เพราะมันช่างดูอบอุ่นชุ่มเย็น การเฝ้ามองต้นไม้เขียวขจีต้องลมฝนจากใต้ชายคาบ้านฉันเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ
ฉันชอบหน้าหนาว เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกเย็นสบาย ได้หยิบเสื้อหนาวสวยๆในตู้ออกมาใส่จะเดินออกไปไหนมาไหนก็กระชุ่มกระชวย นอนหลับก็สบายไม่ต้องเปิดพัดลม
ฉันชอบมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนจบมา เพราะมันไม่ค่อยมีชื่อเสียง หากฉันทำงานของฉันจนประสบความสำเร็จฉันจะกลายเป็นบุคคลที่สร้างชื่อเสียงให้ กับมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยของฉันจะเป็นที่ยอมรับของทุกคน
ฉันชอบคนรักของฉัน เพราะเขาเป็นคนจริงใจพูดตรงไปตรงมา ไม่มีมารยา และทำให้ฉันเรียนรู้ที่จะเอาอกเอาใจเธอ
ฉันชอบกรุงเทพ เพราะที่นี่มีผู้คนมากมาย และมีบทเรียนใหม่ๆ ที่จะคอยสอนใจฉันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เหมือนกับที่มันเคยสอนฉันให้มองโลกอย่างมีความสุขมาแล้ว
ฉันมีความสุข...
การ์ตูน ขายหัวเราะ
ฉบับประจำวันพุธที่ 14-20 กุมภาพันธ์ 2550
ความสุขอยู่ในทุกหนแห่งและอยู่ที่ตัวฉันเอง...อยู่ที่ฉันจะตั้งใจมองหามันในทุกสิ่งรอบข้างเองหรือไม่เท่านั้น...
ข้อคิดดีๆ จากนักคิดระดับโลก
วันนี้ก็เลยหาข้อความมาให้กำลังใจเพื่อนๆ รวมทั้งตัวเองด้วย จะได้มีแรงทำงานกันนะ เอ๊ะหรือว่าจะแย่กว่าเดิมน้า มาลองดูกัน...
"ที่เราไม่กล้าเสี่ยงทำการใด
หาใช่เป็นเพราะสิ่งเหล่านั้นยากเกินการไม่แต่หากจะกล่าวอย่างง่ายๆ คือ คงเป็นเพราะสิ่งเหล่านั้น
ทำให้เรารู้สึกยากลำบากจนไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงลงมือ"
.......... เซเนกา .........
"จงอย่าสูญเสียกำลังใจ
เพราะความพยายามอันล้มเหลว
แต่ละครั้งที่ผ่านไปนั้น
คืออีกขั้นที่เราได้ก้าวไปข้างหน้า"

.....ทอมัส แอลวา เอดิสัน.....
ในช่วงเวลาที่เรากำลังจะสิ้นใจ
"ขอให้เราอย่าได้ตัดสินจากปริมาณของสิ่งที่เราได้ทำ
แต่ขอให้เราวัดจากความรักซึ่งเราได้ทุ่มเท
ให้กับงานที่เราทำ"

.....แม่ชีเทเรซา.......
วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551
เท่าไหร่????
ถ้าเราจะซื้อหามาใช้แบบถูกลิขสิทธิ์ ไม่ผิดกฏหมายเลยเนี่ย ราคามันจะสักเท่าไหร่ คิดกันเล่น ๆ
* เริ่มจากก่อนอื่นเลยระบบปฏิบัติการอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คงไม่ถึงกับ Vista มั๊ง แค่ Windows XP Pro ก็พอ ราคาอยู่ที่Windows XP Professional SP2b English 1pk DSP OEI CD w/Thai LIP 6,180 .- บาท
* ลง Windows เรียบร้อยแล้ว ชุด Office ขอชุดเล็กละกันOffice Home and Student 2007 Win32 Thai CD 5,260 .- บาท
* เรียบร้อยแล้วเพื่อความมั่นใจติดโปรแกรมกำจัดไวรัสด้วย เอา Nod32 นะ คนใช้กันเยอะดีESET NOD32 Antivirus Business Edition 1 Year update 5-10 License 1,485 .- บาท
* เพื่อน ๆ ชอบส่งไฟล์มาแบบ Zip ไฟล์ ต้องติด winzip ลงไปด้วยWinZip 11 Standard License ENG (100 - 199) 370 .- บาท
* มีกล้องถ่ายรูปนี่ ลืมโปรแกรมดูรูป จัดการรูป ได้ไง เอานี่ไปACDSee Pro 7500 .- บาท
* ได้รูปมาแล้ว ทำให้มันเจ๋ง อย่างงาม อย่างงาม นี่เลยโปรแกรมแต่งรูปที่เจ๋งสุด เท่าที่ฉันรู้จักPhotoshop CS3 10 WIN RET IE DV 1 User 30,000 .- บาท
* แต่งรูปเรียบร้อยแล้วจะส่งเป็นให้เพื่อนประมาณว่าอยากอวด เขียนลงแผ่นซีดีด้วยNero 8 Media Kit 1,000 .- บาท
* เลือกเอาอย่างถูกละกันแบ่งให้เพื่อนดูแล้ว แบ่งให้ชาวประชาดูด้วยเป็นไร ทำเว็ปโชว์ผลงาน เผยแพร่ผลงานด้วยนี่ สุดยอดแล้วDreamweaver CS3 9 IE WIN AOO 19,100 .- บาท
* ได้เว็ปแล้ว ไม่ได้ซิต้องแต่งให้มันกะดุ๊ก กะดิ๊กด้วย งั้นเจอนี่ อย่างเทพ ขอบอก Flash Pro CS3 9 IE WIN AOO 33,400 .- บาท
* เจ๋งเป้งเครื่องเราอย่างกับเครื่องเทพ อ้าวลืมไปเขตชอบส่ง ไฟล์ PDF มาให้แถมพวก จะประเมิน คศ.๓ เวลาพวกขายดันเป็น PDF แก้ไม่ได้ด้วยงั้นเจอนี่ อภิมหาอมตะเทพAcrobat 8 IE WIN AOO 13,400 .- บาท
* จะทำ คศ. ๓ ทั้งที ต้องมีเครื่องมือ ต้องมีนวัตกรรม ทำไงดี ทำไงดี?เอานี่ไปAuthorware 7 IE WIN AOO 126,900 .- บาท
* ไว้สร้าง CAICaptivate 3 IE WIN AOO 33,400 .- บาท เอาไว้สร้าง บทเรียนจะส่งผลงานแล้ว คศ.๓ ไม่ไกลเกินฝัน
* ร่วมด้วยช่วยกันด้วยสุดยอดโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลแห่งจักรวาลSPSS 13.0 for Windows 75,000 .- บาทวิเคราะห์ข้อมูลได้สุดยอด
ในที่สุดฝันเป็นจริง เสียที ๕๕๕๕๕๕๕ ลงทุนไปเท่าไหร่กับซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ ตอบได้มีรางวัล...ขอบคุณข้อมูล ราคา จากhttp://www.software.co.th
ปล. ยังไม่นับรวมเพลง ทั้งลูกทุ่ง สตริง สากล คิดประมาณ อัลบั้มละ 100 บาท ลองเอามานับดูครับ
วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551
คุยกันหน่อย เรื่องงานเข้า ของ SA&SD
ให้นักศึกษาเขียนเล่าเรื่องราว ความคิด ความรู้สึก เกี่ยวกับสามเรื่องต่อไปนี้ โดยเขียนในสามมุมมอง คือ มุมมองกับตัวเอง มุมมองกับเพื่อน และมุมมองกับ class SA&SD (ไม่ใช่แค่อาจารย์นะจ้า ไม่ต้องอวยกันมากกกก ... มุมมองกับ Class คือ รูปแบบการเรียนรู้ การสอน เนื้อหา ระยะเวลา คือ ภาพรวมของ Class นี้นะจ้ะ)
สามเรื่องที่ว่าคือ
1. Impression ความประทับใจ (อะไรที่โดน อะไรที่เราประทับใจ ณ ตั้งแต่วันแรกที่เราได้เจอกัน ตั้งแต่วันที่มี Class SA&SD)
2. Good practice- อะไรที่คิดว่าตัวเรา พวกเราทำดีแล้ว... และน่าจะทำมันต่อไป...
3. Improvement- อะไรที่อยากให้มีการปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไข หรือ เลิกทำ
งานที่เข้าอีกอันคือ คำถามที่ให้เขียนเช่นเดียวกัน คือ
1. เราอยากได้หรืออยากเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมอีก (ให้เขียนที่เราอยากรู้และอาจจะสามารถทำได้ ในเวลาที่เหลือของ Class-จะพยายามทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้)
2. อะไรคือคำถามในชีวิตของฉัน (แค่หนึ่งหรือสองหรือสามก็พอคะ ไม่ต้องเขียนมาประมาณ หนึ่งรีม กระดาษ A4 นะคะ (ส่วนเรื่องของคำตอบ ยังไม่ต้องตอบตอนนี้นะจ้ะ)
หวังว่าคงมีประกายใสปิ๊งๆ ในการเขียนเล่าเรื่องราวนะจ้ะ
ขอให้กำลังใจทุกทุกคนค้า
ความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษย์และการเรียนรู้ว่า
1) มนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้ได้ สามารถพ้นทุกข์ได้ โดยเฉพาะผ่านการภาวนา การกระทำในใจอย่างใคร่ครวญ และการมีกัลยาณมิตร
2) มนุษย์สามารถพ้นทุกข์ร่วมกันได้ หากเข้าใจถึงธรรมชาติคือความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งและสรรพชีวิต
3) มนุษย์ทุกคนอยากเป็นคนดี อยากเป็นที่รัก อยากมีความสุข*
4) หากเลือกได้ มนุษย์ทุกคนเลือกสิ่งที่ตนคิดว่าดีที่สุดสำหรับตนเองเสมอ ทุกครั้ง ไม่มีเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่เราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดอันดับที่สอง ดังนั้นจึงต้องเคารพให้เกียรติกับการตัดสินใจของแต่ละคนและทุกคน เราได้แต่ให้โอกาส แล้ววางใจกับผล ประสบการณ์ และการเรียนรู้ ที่เขาจะได้รับจากการตัดสินใจนั้นของเขา
5) และ ที่มนุษย์เชื่อกันว่ามี "ตัวเรา" จริงๆ นั้น ไม่มีจริง**
* แม้ว่าจะเป็นต้นเหตุของความทุกข์ของตนเองและโลกก็ตาม
** อันอ้างอิงได้จากทั้งศาสนา และวิทยาศาสตร์ใหม่ เช่น หลวงปู่ดุลย์ อตุโล "ที่เขาเห็นนั้นจริง แต่สิ่งที่เขาเห็นนั้นไม่จริง" หรือความจริงทางควอนตัมที่ว่า ๑) สรรพสิ่งไม่มีจริง ถ้าเราไม่ไปสังเกต (There is no reality in the absence of observation.) ๒) การสังเกตของมนุษย์สร้างความจริงที่รู้จักขึ้นมา (Obseravation created worldly reality.) ๘) โลกและจักรวาลมีแต่ความอาจที่จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ และความจริงอย่างโน้นอย่างนี้ (Heisenberg’s potentialities) ไฮเซ็นเบิร์กอธิบายว่า ทุกสิ่งในโลกที่เรารับรู้ว่าเป็นจริงเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เป็นจริง แต่โลกที่อยู่เบื้องหลังไม่จริง (Only phenomena are real; the world beneath phenomena is not real.)
เอาละนะจ้ะ ..... แล้วจะรออ่านเรื่องราวของพวกเราทุกคน
ด้วยความปรารถนาดีคะ
วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551
มาเตรียมความพร้อมในการอภิปรายกันดีกว่า.....
การอภิปราย คืออะไร ??
การอภิปรายเป็นการพูดซึ่งมีลักษณะคล้ายการสนทนา แต่การอภิปรายแตกต่างกับการสนทนาในลักษณะสำคัญ คือ การอภิปรายมีความมุ่งหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแน่นอน เช่น การตัดสินใจหรือการแก้ปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ส่วนการสนทนาโดยทั่วไปไม่ได้กำหนดเรื่องที่จะสนทนาไว้ก่อน และอาจเปลี่ยนเรื่องไปได้ต่างๆ ตามแต่เหตุการณ์
การอภิปรายแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. การอภิปรายแบบธรรมดา
2. การอภิปรายเป็นคณะ
แล้วจะอภิปรายกันไปทำไม เพื่ออะไร...??
1.เพื่อฝึกทักษะในการใช้ภาษาทั้ง 4 ประการ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน พร้อมๆ กันไป
2.ฝึกทักษะการคิดเพิ่มเติมด้วย
3.ฝึกการเป็นผู้ค้นคว้า หาความรู้หรือข้อมูลที่จะใช้ในการอภิปรายมาก่อน แล้วกลั่นกรองข้อมูลนั้น หรือเรียบเรียงไว้เพื่อใช้ในการอภิปราย
ผู้ร่วมอภิปรายควรปฏิบัติดังนี้
1. เตรียมตัวที่จะพูดตามหัวข้ออภิปรายไว้ล่วงหน้า โดยศึกษาหาข้อมูลและเตรียมข้อคิดเห็นในเรื่องที่จะอภิปรายไว้ให้พอเพียง
2. พยายามพูดให้อยู่ภายในหัวข้อของการอภิปราย
3. พยายามฟังและติดตามคำอภิปรายของผู้ร่วมอภิปราย
4. พยามพูดให้รวบรัดแต่ได้ใจความสมบูรณ์
5. ต้องไม่ขัดจังหวะหรือท้วงติงผู้ที่กำลังอภิปราย
6. ถึงแม้จะมีความเห็นแย้งกับผู้อื่น ก็ยินดีรับฟัง และยอมรับสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของผู้อื่น
7. แสดงความสนใจในการอภิปราย
8. พูดให้ผู้ฟังได้ยินทั่วถึง
หลักเกณฑ์สรุปการอภิปราย
ผู้ดำเนินการอภิปรายทำหน้าที่สรุปในตอนท้ายของการอภิปราย การสรุปการอภิปรายควรปฏิบัติดังนี้
1. กล่าวถึงจุดประสงค์ในการอภิปราย
2. กล่าวถึงประเด็นสำคัญที่มีผู้อภิปราย
3. กล่าวถึงผลของการอภิปราย
4. สรุปจากข้อเท็จจริงและความคิดเห็นของผู้อภิปรายทุกคน ไม่สรุปตามความคิดเห็นของตน
วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2551
DBMS คืออะไรน้า ......???
เริ่มกันเลย.........
อาจารย์จง : “DBMS คืออะไร ...........??”
พวกเรา : “มัน คือ ระบบการจัดการฐานข้อมูล”
อาจารย์จง : “อืม... ถูกส่วนหนึ่ง แต่ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อย”
พวกเรา : งง ??????..........
อาจารย์จง : “ พวกเราแปลตรงตัวเกินไป งั้นเอาอย่างนี้ดูนะ”
DB คือ Database หมายถึง ฐานข้อมูล
M คือ Management หมายถึง การจัดการ
S คือ System หมายถึง ระบบ
เพราะฉะนั้นพวกเราก็เลยแปลว่า ระบบการจัดการฐานข้อมูล ใช่มั้ย แล้วมันคืออะไรกันแน่ล่ะ ยกตัวอย่าง การจัดการขยะ คืออะไร ก็คือการกระทำอะไรบ้างอย่างกับขยะใช่มั้ย ... แล้วเราทำอะไรกับขยะได้บ้าง....???
พวกเรา : เริ่มแรกก็แยกขยะ แล้วก็ถ้าอันไหนนำไปรีไซเคิลได้ ก็แยกไว้
อาจารย์จง : เพราะฉะนั้น การจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS ก็คือ การกระทำอะไรบางอย่าง กับฐานข้อมูล something แล้วกระทำอะไรกับฐานข้อมูลล่ะ โปรแกรม DBMS มีอะไรบ้าง ...??
พวกเรา : MS. Access
อาจารย์จง : MS. Access ใช้ทำอะไรได้บ้าง ....??
พวกเรา : ใช้สร้างฐานข้อมูล สร้างตารางข้อมูล สร้างรายงาน สร้างแบบฟอร์ม สร้างคิวรี่
นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่พวกเราเรียนกันในห้องเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แล้วเพื่อนๆ อ่านแล้ว งง มั้ย แล้วเข้าใจหรือยังว่า DBMS คืออะไร สามารถตอบอย่างที่ไม่แปลตรงอย่างที่เล่าให้ฟังได้หรือเปล่า อธิบายได้มั้ย .... ถ้าอ่านข้างบนแล้วยังไม่รู้คำตอบเราก็มีบางสิ่งมาให้อ่าน ซึ่งมีผู้เขียนไว้ ดังนี้แล...
(DBMS) เป็นกลุ่มโปรแกรมที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในระบบติดต่อระหว่างผู้ใช้กับ ฐานข้อมูล เพื่อจัดการและควบคุมความถูกต้อง ความซ้ำซ้อน และความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่างๆ ภายในฐานข้อมูล
*** ที่เราเขียนมาทั้งหมดก็ เพื่อที่จะเล่าให้เพื่อนๆ บางคนที่ไม่เข้าได้รู้ว่าพวกเราเรียนอะไรไปบ้างแล้ว และก็ให้เพื่อนๆ ที่เข้าเรียนไปทบทวนว่าอาจารย์ได้สอนอะไรเราบ้างในวันนั้น เราจำได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเพื่อนอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ข้าน้อยก็ขออภัยด้วย ข้าน้อยน้อยก็พยายามจับประเด็นที่อาจารย์พูดแต่ได้เท่านี้ เพื่อนๆ ต้องช่วยกันแล้วล่ะ อย่าปล่อยให้สิ่งที่อาจารย์พูดในห้องมันผ่านเลยไป .... ถ้าเพื่อนๆ สนใจเรื่อง DBMS ก็ลองเข้าไปดูตามลิงค์นี้เลยนะhttp://cptd.chandra.ac.th/selfstud/Database/dbms.htm
**เข้ามาติชมกันได้นะจ๊ะ**
สำนักข่าว SA/SD รายงาน
